วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

กีต้าร์

สวัสดีครับเพื่อนๆชาว GuitarSiam
เมื่อกล่าวถึงกีต้าร์ยี่ห้อ Fender แล้วคงเป็นยี่ห้อที่ชื่นชอบในใจของใครหลายๆคน ผู้ใดที่ยังไม่มีก็มุมานะเก็บเงินอยู่ส่วนคนที่มีแล้วก็อยากจะมีอีก
แต่ในวันนี้ผมขอพูดถึงประวัติความเป็นมาของ
Fender custom shop
ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานฝีมือระดับเทพ
ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีและไม่ค่อยมีใครหยิบประวัติมาเอ่ยถึงกันมากนัก
บางท่านก็ยังสงสัยว่าทำไมว่ามันแพงจังแค่กล่องสวยขึ้นมีกระดาษแถมมาอีกใบ
แต่ราคาเพิ่มเกือบเท่าตัว ผมบอกได้เลยว่ามันมีความต่างซ่อนอยู่ครับ
อย่างไม้ที่เค้าเอามาทำบอดี้ก็เป็นไม้จากในอเมริกาและแคนนาดาเท่านั้น
มาผ่านกระบวนการการอบแห้งในห้องอุณหภูมิ
40 องศา
และทิ้งเอาไว้เฉยๆเป็นปีๆครับ เพื่อให้ความชื้นและการหดตัวของไม้น้อยที่สุด
การสั่นสะเทือนของไม้จะได้เกิดได้มากขึ้น เค้าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
เพราะถือว่าไม้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกีต้าร์ตามสุภาษิตฝรั่ง
“garbage in garbage out” ถ้าเลือกของไม่ดีใส่เข้าไปสิ่งที่ได้ก็ไม่ดีตามมา
ลองสังเกต่ง่ายๆกับพวกวงกบประตูหน้าต่างบ้านเราครับตอนสร้างใหม่ๆ น้ำยังไม่รั่ว
พอผ่านไปปีสองปีฝนตกน้ำไหลเป็นน้ำตกครับ
กลับมาเข้าเรื่องกีต้าร์ต่อครับเดี๋ยวกลายเป็นเวปสร้างบ้าน






ในช่วงปี 1985 เฟนเดอร์ได้ถูกยึดคืน...เอ่ยซื้อคืนมาจากCBS
โดยพนักงานของเฟนเดอร์เองที่ลงขันกัน ทางโรงงานเริ่มมีการรับสั่งทำกีต้าร์
สำหรับศิลปินที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นเพื่อตอบสนองการเล่นของแต่ละบุคคล
อย่างลุง
Eric Clapton ที่บ่นว่าอั้วเอากีต้าร์ไปรีเฟรตหลายรอบแล้ว
จนฟิงเกอร์บอร์ดจะหลุดเป็นช่องๆ
เมื่อไหร่พวกลื้อจะทำกีต้าร์ให้อั้วเล่นตัวใหม่ซะทีนี่นะ
อั้วอยากได้คอวีอันเล่นถนัดสุดๆ และอยากได้บูสด้วยอะ
อั้วเอามาเปิดปิดที่กีต้าร์เลยไม่ต้องไปเหยียบเอฟเฟคอะ
ทั้งร้องทั้งเล่นเหยียบๆอีกหกล้มตายล่ะ
ส่วนตา
Eric 
Johnson เพื่อนลุงแครปตั้น เห็นก็ชอบใจสั่งมั่ง
เนื่องด้วยการสั่งกีต้าร์มีเข้ามาเป็นจำนวนมากทำให้กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ
และไม่ทันต่อการส่งมอบกีต้าร์ให้ศิลปินใช้
ในยุคนั้นโรงงานเฟนเดอร์ยังใช้แผนกวิจัยและพัฒนา
เพื่อมาผลิตกีต้าร์ซึ่งมีพนักงานอยู่ไม่กี่คนในแผนก
ทีมช่างทำกีต้าร์และทางผู้บริหารมีความเห็นตรงกันว่า
สมควรแก่การขยายแผนกใหม่ขึ้นมา แต่ว่าสภาพเศรฐกิจในขณะนั้น
ไม่น่าลงทุนอย่างยิ่งเลยต้องพักโครงการนี้ไว้ก่อน
พอมาถึงปลายปี
1986 สภาวะเศรฐกิจในสหรัฐฯ เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น
นาย 
Dan Smith ผู้บริหารฝ่ายการตลาดในขณะนั้น
ได้งัดเอาโครงการ
 custom shop ขึ้นมาอีกครั้ง
เพื่อจะยกระดับ
Image ของเฟนเดอร์ จากกีต้าร์คนทำงาน
มาเป็นกีต้าร์ไฮเอนด์ ที่ผลิตโดยช่างผู้มีประสบการณ์
โดยใช้คอนเซ็ปว่า 
เราใช้ช่างคนเดียวที่ผลิตให้กับศิลปินระดับโลก เพื่อให้กีต้าร์มีคุณค่าและดูพิเศษกว่าเฟนเดอร์ทั่วไปในท้องตลาด
แนวความคิดนี้ได้การสนับสนุนจาก
 Bill Schultz ประธานเฟนเดอร์ในขณะนั้น
ที่จะพัฒนาบริษัทหลังซื้อคืนมาจาก
CBS
และปรับตัวสู้กับคู่แข่งยี่ห้อต่างๆ
ที่เริ่มทำ C
ustom Shop ให้ศิลปินกันมากขึ้น


ช่างรุ่นเก๋าผีมือระดับ Master Built อย่าง Michael Stevens กับ John Page
ร่วมกันตั้งแผนก 
Fender Custom Shop ที่มีกันอยู่เพียงสองคน
พากันไปจ้างซินแสดูฮวงจุ้ยทำเลตั้งโรงงานขนาดเล็กแต่เนื่องด้วยงบมีจำกัด
และต้องกลับบ้านไปกินข้าวเย็นกับเมียให้ทันจึงเห็นควรตั้งมันไว้ข้างๆ โรงงานใหญ่
โดยพื้นที่แค่
 850 ตารางฟุต มาผลิตผลงานอันทรงคุณค่า
ช่วงแรกเริ่มผู้คนสนใจกีต้าร์ C
ustom Shop มาก
เพราะยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสั่งทำตามความต้องการของตัวเอง
จนมีออเดอร์มากถึง
600 ตัวภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
จนงานล้นมือ ต่อมานาย 
Bruce Bolen มองเห็นปัญหาจึง
เสนอให้ทำเป็น production line และ ออก special edition - limited edition
เพื่อให้ง่ายต่อการผลิตและลดงานสั่งทำลงเพื่อความคล่องตัว




ในช่วงแรกๆ ของโรงงาน Fende rให้ master built ผลิตอะไรออกมาก็ได้ตามใจ
ตราบใดที่ทำกีต้าร์ออกมาเสียงดีและสวยงาม
โรงงานจะไม่มีกฎเกณ์ในการเลือกใช้ไม้, สี และอะไหล่

เพื่อเอาไว้ออกงานโชว์ตามที่ต่างๆ
จึงทำให้มีกีต้าร์ที่ไม่เคยพบเจอภายใต้แบรนด์ของ
 Fender
ยิ่งทำให้เป็นที่ต้องการของนักสะสม และ image ของFender custom shop
มีคุณค่ามากยิ่งขึ้นตามวันเวลาบวกกับความเก๋าที่ดีเป็นฐาน
บริษัทสามารถทำกำไรได้มหาศาลจากแผนกนี้นับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่สง่างาม
สำหรับ
 Fender custom shop ที่ได้ผลิตกีต้าร์เสียงดีออกมาให้พี่น้องเราได้เล่นกัน
จึงมีการลงทุนเพิ่มโดยการสั่งเครื่อง
 CNC (Computer Numerical Control)
เพื่อมาช่วยเสริมความรวดเร็วและแม่นยำในการผลิต
เจ้าเครื่องนี้เป็นเครื่องทำแบบบอดี้ และคอกีต้าร์
คือการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการขับเครื่องจักรให้สามารถผลิตชิ้นงานได้ตามที่เราตั้งโปรแกรมไว้ครับ
ซึ่งใช้ โปรแกรม
 CADในการออกแบบชิ้นงานโดยที่สามารถตัดบอดี้ และแกะสลักรอยโค้งเว้าได้สามตัวภายในสองชั่วโมง
แทนที่จะใช้ช่างเอากบไสใม้ทีละตัวโดยใช้เวลาสองวัน
งานที่ออกมาปราณีตและนิ่งกว่าใช้คนทำ ให้คนมาเน้นที่การประกอบและทำสี
แต่ปัจจุบัน
 Master built ยังใช้กบไสไม้อยู่ครับ
ทำให้ได้อารมณ์เดียวกับตอนที่ลุง
 Leo Fender สร้างกีต้าร์
แต่ราคากีต้าร์ก็แพงตามไปด้วย (เมืองนอกเค้าคิดค่าแรงเป็นชั่วโมง ไม่มีเหมาจ่ายแบบเมืองไทย.. อู้ได้อู้ไป)
ใช้เวลาหนึ่งเดือนในการทำกีต้าร์หนึ่งตัวแล้วจะมีลายเซ็นผู้สร้างกำกับไว้ที่ตัวกีต้าร์


เมื่อการผลิตกีต้าร์เริ่มอยู่ตัวแล้วเหล่านักประดิษฐ์ทั้งหลายในโรงงานก็เริ่มซน
ไม่รู้จะทำอะไรกับกีต้าร์แล้วจึงมาออกแบบวงจรแอมป์ใหม่
แล้วผลิตออกขายภายใต้แบรนด์ 
Fender Custom Shop ในปี 1991
แอมป์ที่สร้างชื่อเสียงให้ C
ustom Shop Amp เช่นรุ่น Tone-Master,
ProsonicTweed Reissue, Twin Reverb,Two-Tone

และยังมีหน้าที่ซ่อมแอมป์สุดรักสุดหวงของ Eric Clapton
Mark KnopflerB.B. King

โดยเน้นแบบ
 point to point wiring ที่ใช้คนเชื่อมวงจรและประกอบอย่างพิถีพิถัน
ปัจจุบัน Fender Custom Shop มีพนักงานอยู่มากกว่าห้าสิบคน
สุมหัวกันสร้างกีต้าร์กับแอมป์ดีๆมาดูดเงินเราครับ
โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม
 Team builtกับ Master built
ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า Team built กับ Master built สร้างกีต้าร์รุ่นเดียวกันสเป็กเดียวกัน
ใช้ไม้ที่มาจากแหล่งเดียวกันเครื่องมือเหมือนกันแต่เสียงที่ได้ออกมาไม่เหมือนกันครับ
ความนุ่มนวลทุ้มแหลมซึ่งเป็นเคล็ดลับของช่างแต่ละท่านที่สะสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน
สงสัยผมต้องเตรียมตัวหยอดกระปุกเพื่อครอบครองกีต้าร์อันทรงคุณค่าไว้ซักตัว
ขอตัวไปซื้อกระปุกก่อนครับเจอกันใหม่เดือนหน้าครับ


ที่มา http://www.guitarsiam.com/webboard/index.php?topic=43.0



6 ความคิดเห็น: